
สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways):
- มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากในสตรีไทย แต่เป็นหนึ่งในมะเร็งไม่กี่ชนิดที่สามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง
- กว่า 95% ของผู้ป่วย มีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่เป็นตัวการหลักถึง 70% ของผู้ป่วยทั้งหมด
- ในระยะเริ่มต้นมักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ ออกมาเลย การตรวจคัดกรองเป็นประจำจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกัน
- สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย 2 วิธีหลัก คือ การฉีดวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ และการตรวจคัดกรองเชิงลึก (Pap Smear, Liquid based cytology (LBC) หรือ HPV DNA Test)
มะเร็งปากมดลูก คืออะไร? ทำไมผู้หญิงทุกคนจึงควรระวัง
“มะเร็งปากมดลูก” นับเป็นภัยร้ายใกล้ตัวและเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความจริงประการหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ โรคนี้เป็นมะเร็งที่ “สามารถป้องกันได้” และมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตัวเองจากโรคร้ายนี้
สาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งปากมดลูก ไม่ใช่แค่พันธุกรรม
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่ามะเร็งทุกชนิดเกิดจากกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่งานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า มะเร็งปากมดลูกกว่า 95% มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ชนิดก่อมะเร็ง เชื้อไวรัส HPV มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นอันตรายที่สุดคือสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึง 70%
ไวรัสชนิดนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่าน “การมีเพศสัมพันธ์” แม้จะป้องกันด้วยถุงยางอนามัยก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากเชื้ออาจเกาะอยู่ตามผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ระบบภูมิคุ้มกันของคนปกติจะสามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองภายใน 1-2 ปี แต่หากร่างกายอ่อนแอและกำจัดเชื้อไม่ได้ ไวรัสจะแฝงตัวอยู่อย่างเงียบๆ และค่อยๆ ทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเกิดการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Precancerous lesions) และพัฒนาทวีความรุนแรงกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเซลล์ปกติไปสู่เซลล์มะเร็งนี้ อาจใช้เวลายาวนานถึง 10-15 ปี
ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งปากมดลูก
นอกจากเชื้อ HPV แล้ว ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่:
- พฤติกรรมทางเพศ: การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย หรือการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ (การมีคู่นอนหลายคน) เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการสัมผัสและรับเชื้อ HPV สายพันธุ์ต่างๆ
- การสูบบุหรี่: สารพิษและสารก่อมะเร็งในบุหรี่จะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ภูมิคุ้มกันบริเวณปากมดลูกลดลง ส่งผลให้ร่างกายกำจัดเชื้อ HPV ได้ยากขึ้น ผู้ที่สูบบุหรี่จึงมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่สูบถึง 2 เท่า
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
- การละเลยการตรวจคัดกรอง: การไม่เคยเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเลย ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้หญิงพลาดโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นระยะที่รักษาให้หายขาดได้
สัญญาณเตือนมะเร็งปากมดลูก ที่ห้ามมองข้าม!
ความน่ากลัวอย่างหนึ่งของโรคนี้คือ “ในระยะเริ่มต้น หรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง มักจะไม่มีอาการใดๆ แสดงออกมาเลย” ผู้ป่วยมักจะมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติทุกอย่าง ทำให้หลายคนชะล่าใจ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะทราบเมื่อโรคเข้าสู่ระยะลุกลามแล้ว โดยอาจมีอาการเตือนที่ต้องรีบพบสูตินรีแพทย์ทันที ดังนี้:
- มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด: นี่คืออาการที่พบบ่อยที่สุด เช่น มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน หรือมีเลือดออกกลับมาอีกครั้งหลังจากเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนไปแล้ว (วัยทอง)
- มีตกขาวผิดปกติ: ตกขาวมีปริมาณมากกว่าปกติอย่างมาก มีกลิ่นเหม็นรุนแรงผิดปกติ หรือมีลักษณะคล้ายหนองและมีเลือดปน
- อาการปวดเรื้อรัง: ปวดหน่วงท้องน้อย หรือปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด และอาการปวดมักไม่สัมพันธ์กับรอบเดือน
- อาการในระยะลุกลามรุนแรง: หากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ขึ้นและลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง อาจมีอาการปวดหลังร้าวลงขา ขาบวมด้านใดด้านหนึ่ง หรือปัสสาวะและอุจจาระเป็นเลือด
2 อาวุธสำคัญ เพื่อการป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างยั่งยืน
ในฐานะสูตินรีแพทย์ ขอย้ำว่าผู้หญิงทุกคนสามารถรับมือและป้องกันโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย 2 วิธีหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล:
1. การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV (HPV Vaccine)
วัคซีน HPV เปรียบเสมือนเกราะป้องกันด่านแรกที่ได้ผลดีมาก ปัจจุบันมีวัคซีนรุ่นใหม่ที่สามารถครอบคลุมสายพันธุ์อันตรายได้ถึง 9 สายพันธุ์ (9-valent HPV vaccine) สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย อายุ 9 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ยิ่งได้รับวัคซีนก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก จะยิ่งกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังสามารถฉีดได้ เพื่อป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่คุณอาจยังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน และอายุที่สูงสุดที่แนะนำให้ฉีดคือ 45 ปี (ตามคำแนะนำของ WHO)
2. การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ
แม้จะได้รับการฉีดวัคซีน HPV ครบถ้วนแล้ว การตรวจคัดกรองก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากวัคซีนไม่ได้ครอบคลุมเชื้อ HPV ทุกสายพันธุ์บนโลก ปัจจุบันเทคโนโลยีการตรวจพัฒนาไปมาก มีความแม่นยำสูง เจ็บน้อย และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก
- Q: ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุเท่าไร?
A: สตรีที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และวิธีที่เลือกตรวจ หากเลือกตรวจแบบ HPV DNA Test อาจเว้นระยะการตรวจได้ถึง 3-5 ปี หากผลเป็นปกติ - Q: หากไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย มีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่?
A: แม้โอกาสจะน้อยกว่าผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก แต่ก็ยังมีโอกาสพบได้จากการสัมผัสเชื้อทางอ้อม (แม้จะพบได้ยาก) หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ไม่สัมพันธ์กับ HPV จึงแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 21 ปีขึ้นไปทุกคนเข้ารับการตรวจคัดกรองเป็นประจำเช่นกัน
บทสรุปและข้อคิดจากแพทย์
ผู้หญิงหลายคนพลาดโอกาสสำคัญในการป้องกันโรคนี้ไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะความเขินอาย กลัวเจ็บ หรือกลัวการขึ้นขาหยั่ง หมออยากให้ทุกคนปรับมุมมองใหม่ว่า “การตรวจภายในเป็นเรื่องปกติของการดูแลรักษาสุขภาพสตรี” การสละเวลาตรวจเพียงไม่กี่นาที สามารถปกป้องชีวิตของคุณจากโรคร้าย และช่วยคืนความสบายใจให้กับตัวคุณและครอบครัวได้ อย่ารอให้มีอาการแสดงแล้วค่อยมาพบแพทย์เลยครับ เพราะนั่นอาจสายเกินไป
รักตัวเองและคนที่คุณรัก ด้วยการเริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย และมาตรวจคัดกรองตามนัดอย่างสม่ำเสมอนะครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ นัดหมายแพทย์
ศูนย์สูตินรีเวช 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลเจ้าพระยา พร้อมดูแลสุขภาพสตรีทุกท่านด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง พร้อมให้คำปรึกษา บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และบริการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ในบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว
- เขียนและให้ข้อมูลโดย: นพ. ณัทชวกร นฤคนธ์ สูตินรีแพทย์ ศูนย์สูตินรีเวช 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลเจ้าพระยา
- เว็บไซต์: https://chaophya.com/
- โทรศัพท์สอบถาม/นัดหมาย: 02-022-7600, 02-434-1111 และ 02-884-7000
- ที่ตั้ง: ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร




