language :

 

เมื่อก่อนเดินขึ้นบันได  2-3 ชั้นก็ยังไหว แต่ช่วงหลังกลับต้องหยุดพักกลางทาง เมื่อก่อนนอนราบได้ตามปกติ แต่พักหลังรู้สึกอึดอัดจนต้องลุกขึ้นมานั่ง รองเท้าคู่เดิมเริ่มรู้สึกคับ ข้อเท้าดูบวมขึ้น ตัวบวมฉุ และน้ำหนักเพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่ได้กินมากกว่าเดิม หลายคนอาจคิดว่า “คงเพราะอายุมากขึ้น” หรือ “ช่วงนี้ร่างกายไม่แข็งแรง” แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจมีอีกสาเหตุที่ควรใส่ใจ นั่นคือ ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)

หัวใจไม่ได้หยุดทำงาน แต่กำลังทำงานได้ไม่เต็มที่

หัวใจมีหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ตลอดเวลา หากความสามารถในการสูบฉีดหรือรับเลือดของหัวใจลดลง ร่างกายจะเริ่มปรับตัวเพื่อชดเชย ช่วงแรกเราอาจแทบไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ แต่เมื่อการทำงานของหัวใจลดลงมากขึ้น ร่างกายอาจเริ่มแสดงอาการให้เห็น เช่น เหนื่อยง่ายขึ้น อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก หรือมีอาการบวมจากการสะสมของของเหลว นี่คือเหตุผลที่คำว่า “หัวใจล้มเหลว” ไม่ได้หมายความว่า หัวใจหยุดเต้น แต่หมายถึงหัวใจไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ลองสังเกต “สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม”

สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การถามว่า “มีอาการหรือไม่” แต่คือการสังเกตว่า ร่างกายของเราเปลี่ยนไปจากเดิมหรือเปล่า

  1. กิจกรรมเดิม แต่เหนื่อยกว่าเดิม ถ้าเคยเดินหรือทำงานบ้านได้ตามปกติ แต่ระยะหลังต้องหยุดพักบ่อยขึ้น หอบง่ายขึ้น หรือทำกิจกรรมเดิมได้น้อยลง อาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจหาสาเหตุ
  2. การนอนเปลี่ยนไป บางคนเริ่มรู้สึกอึดอัดเมื่อนอนราบ ต้องเพิ่มจำนวนหมอน หรือตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกหายใจไม่สะดวก หากอาการลักษณะนี้เกิดขึ้นใหม่และเป็นซ้ำ ควรแจ้งแพทย์
  3. ตัวบวม น้ำหนักเพิ่ม โดยไม่มีเหตุผลชัดเจน เมื่อร่างกายมีของเหลวสะสมมากขึ้น อาจสังเกตเห็นอาการบวมบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือขา รวมถึงน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ
  4. เหนื่อยและไม่มีแรงมากขึ้น เมื่อการไหลเวียนเลือดไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และทำกิจวัตรประจำวันที่เคยทำได้ง่ายกลายเป็นเรื่องที่ใช้พลังมากขึ้น
  5. ใจสั่น หรือรู้สึกว่าการเต้นของหัวใจผิดไปจากเดิม อาการใจสั่นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเป็นหัวใจล้มเหลวเสมอไป แต่หากเกิดร่วมกับเหนื่อย หอบ หน้ามืด หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ควรได้รับการประเมิน

แล้วอะไรทำให้หัวใจทำงานแย่ลง?

ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจเป็นปลายทางของปัญหาหัวใจหลายรูปแบบ ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว

ตัวอย่างเช่น

  • หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน
  • ความดันโลหิตสูง
  • ความผิดปกติของลิ้นหัวใจ
  • ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
  • หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

นอกจากนี้ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะน้ำหนักเกิน และการสูบบุหรี่ ก็เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหัวใจและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลายชนิด

ดังนั้นการดูแลหัวใจจึงไม่ได้เริ่มต้นเมื่อมีอาการ แต่ควรเริ่มจากการควบคุมปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วันนี้

หัวใจล้มเหลวรักษาได้ไหม?

การรักษาขึ้นอยู่กับว่า หัวใจมีปัญหาจากอะไร และความรุนแรงอยู่ในระดับใด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อช่วยควบคุมอาการและลดภาระของหัวใจ ควบคู่กับการดูแลโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของหัวใจ ขณะเดียวกัน การดูแลตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ทั้งการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์ และมาตรวจติดตามตามนัด

อย่ารอให้ “เหนื่อยจนใช้ชีวิตไม่ได้” แล้วค่อยตรวจ

ภาวะหัวใจล้มเหลวอาจพัฒนาขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้บางคนปรับตัวเข้ากับอาการโดยไม่รู้ตัว จากที่เคยเดินได้ไกล อาจค่อย ๆ เดินได้น้อยลง จากที่เคยนอนราบได้ อาจค่อย ๆ ต้องหนุนหมอนสูงขึ้น จากที่เคยใส่รองเท้าพอดี อาจเริ่มรู้สึกว่ารองเท้าคับขึ้น

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่ควรถูกมองข้าม

หากมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบาก นอนราบไม่สะดวก บวม หรือมีอาการใจสั่นที่เกิดขึ้นใหม่ ควรเข้ารับการประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุ เพราะการรู้ว่าหัวใจกำลังทำงานผิดปกติตั้งแต่ระยะแรก ย่อมเปิดโอกาสให้วางแผนดูแลได้เร็วขึ้น

ดูแลหัวใจ ไม่ใช่เมื่อมีปัญหา แต่เริ่มตั้งแต่วันที่หัวใจยังทำงานได้ดี

Q: หัวใจล้มเหลวกับหัวใจวาย เหมือนกันหรือไม่?

A: ไม่เหมือนกันครับ หลายคนใช้สองคำนี้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีความหมายต่างกัน หัวใจล้มเหลว คือภาวะที่หัวใจสูบฉีดเลือดได้ไม่ดีพอ อาจค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ส่วน หัวใจวาย มักใช้เรียกภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉินและอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ในอนาคต

Q: ทำไมคนเป็นหัวใจล้มเหลวจึงรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา?

A: เพราะร่างกายได้รับเลือดไปเลี้ยงได้ไม่เต็มที่ เกิดจากประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจลดลง ทำให้ส่งเลือดออกไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ดังนั้นกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ จะได้รับออกซิเจนน้อยลงกว่าที่ต้องการ จึงทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือทำกิจกรรมเดิมได้ลดลง

Q: อาการเหนื่อยของหัวใจ ต่างจากเหนื่อยเพราะออกกำลังกายอย่างไร?

A: จุดสังเกตคือ “ความเปลี่ยนแปลงจากเดิม” หากออกกำลังกายหนักแล้วเหนื่อย ถือเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่หากเมื่อก่อนเดินได้ไกล กลับเริ่มเดินเพียงระยะสั้นก็หอบ หรือทำกิจกรรมประจำวันแล้วเหนื่อยมากผิดปกติ ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม เพราะอาจไม่ได้เกิดจากความฟิตเพียงอย่างเดียว

Q: ไอเรื้อรังเกี่ยวข้องกับหัวใจได้ด้วยหรือ?

A: ได้ในบางราย หลายคนคิดว่าอาการไอเกิดจากระบบทางเดินหายใจเท่านั้น แต่เมื่อมีของเหลวคั่งในปอดจากการทำงานของหัวใจที่ลดลง ก็อาจทำให้เกิดอาการไอ หายใจมีเสียง หรือรู้สึกแน่นหน้าอกได้ อย่างไรก็ตาม อาการไอมีสาเหตุได้หลายโรค จึงไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเอง

Q: ทำไมบางคนเป็นหัวใจล้มเหลว แต่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ?

A: เพราะอาการมีหลายระดับ ผู้ป่วยบางคนมีอาการเพียงเล็กน้อย และอาจเหนื่อยเฉพาะเวลาออกแรงมาก ขณะที่บางคนอาจมีอาการแม้ในขณะพัก ดังนั้นความรุนแรงของโรคไม่ได้เท่ากันในทุกคน และจำเป็นต้องติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

Q: น้ำหนักตัวเกี่ยวอะไรกับการติดตามโรคหัวใจ?

A: น้ำหนักอาจสะท้อนการคั่งของน้ำในร่างกายได้ ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว แพทย์มักแนะนำให้ติดตามน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการสะสมของของเหลว ไม่ได้หมายความว่าเกิดจากไขมันหรือรับประทานอาหารมากขึ้นเสมอไป

Q: ถ้าขาบวมทุกเย็น แปลว่าเป็นหัวใจล้มเหลวแน่นอนหรือไม่?

A: ไม่แน่นอน ครับขาบวมสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การยืนนาน โรคไต โรคตับ หลอดเลือดดำ หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นเพียงหนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้ ดังนั้นควรให้แพทย์ตรวจประเมินร่วมกับอาการอื่น ๆ

Q: คนเป็นความดันโลหิตสูง ต้องระวังหัวใจล้มเหลวหรือไม่?

A: ควรระวัง เพราะความดันสูงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หากหัวใจต้องสูบฉีดเลือดต้านแรงดันสูงเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อหัวใจอาจหนาตัว แข็งขึ้น หรือทำงานลดลงได้ การควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์จึงเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพหัวใจในระยะยาว

Q: เป็นเบาหวานหรือไขมันสูง เกี่ยวกับหัวใจอย่างไร?

A: ทั้งสองโรคเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวานและไขมันในเลือดสูงสามารถส่งผลต่อหลอดเลือด ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบแคบได้ง่ายขึ้น เมื่อหัวใจได้รับผลกระทบเป็นเวลานาน ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาในบางราย

Q: หัวใจล้มเหลวถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?

A: ไม่ใช่ทุกกรณี ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง แต่ “โรคหรือสาเหตุหลัก ที่นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว” สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ในบางกรณี สิ่งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคือโรคที่เป็นต้นเหตุให้หัวใจล้มเหลว เช่น

  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด (Cardiomyopathy): เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ หรือหัวใจห้องโตบีบตัวแย่ ซึ่งพบปัจจัยพันธุกรรมสูง
  • ภาวะไขมันสูงทางพันธุกรรม : ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่อายุน้อย จนกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ปัจจัยร่วม (พันธุกรรม + พฤติกรรม): สาเหตุส่วนใหญ่ เช่น ความดันโลหิตสูง หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ มักเกิดจากยีนความเสี่ยงร่วมกับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต

Q: คนเป็นหัวใจล้มเหลวออกกำลังกายได้หรือไม่?

A: ได้ในหลายกรณี แต่ต้องเหมาะกับสภาพหัวใจของแต่ละคน การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสมมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม แต่ชนิดและความหนักของการออกกำลังกายควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเหนื่อย หอบ หรืออยู่ระหว่างการรักษา ไม่ควรฝืนออกกำลังกายหนักด้วยตนเอง

Q: ต้องงดดื่มน้ำมาก ๆ ใช่หรือไม่?

A: ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำดื่ม ขณะที่บางรายไม่จำเป็นต้องจำกัดเท่ากัน การดื่มน้ำจึงควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรงดน้ำเอง เพราะความต้องการของแต่ละคนแตกต่างกัน

Q: อาหารเค็มมีผลต่อหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

A: โซเดียมมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น เมื่อมีน้ำสะสมมากขึ้น อาการบวมและหอบอาจแย่ลงในผู้ป่วยบางราย จึงมักมีคำแนะนำให้ลดอาหารรสเค็มและอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมสูง เพื่อช่วยควบคุมอาการร่วมกับการรักษา

Q: ถ้ารู้สึกใจสั่นบ่อย ๆ ต้องคิดถึงหัวใจล้มเหลวไหม?

A: ใจสั่นเพียงอย่างเดียว ยังสรุปไม่ได้ อาการใจสั่นอาจเกิดจากความเครียด คาเฟอีน ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคอื่น ๆ ได้ แต่หากเกิดร่วมกับเหนื่อยง่าย หอบ หน้ามืด หรือเป็นลม ควรเข้ารับการตรวจหัวใจเพื่อค้นหาสาเหตุอย่างเหมาะสม

Q: หัวใจล้มเหลวรักษาหายขาดได้หรือไม่?

A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค บางคนสามารถฟื้นการทำงานของหัวใจได้ดีเมื่อรักษาสาเหตุอย่างตรงจุด ขณะที่หลายรายเป็นภาวะเรื้อรังที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญของการรักษาคือช่วยลดอาการ ชะลอการดำเนินของโรค และให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

Q: หากได้รับการวินิจฉัยแล้ว ต้องติดตามอาการอะไรด้วยตัวเอง?

A: สิ่งที่ควรสังเกตเป็นประจำ ได้แก่

  • ความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
  • หายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลานอน
  • อาการบวมบริเวณขาและเท้า
  • น้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
  • ใจสั่นหรืออ่อนเพลียมากผิดปกติ

การจดบันทึกอาการเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินแนวโน้มของโรคและปรับแผนการรักษาได้เหมาะสมยิ่งขึ้น

Q: อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?

A: หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง

  • หัวใจเต้นผิดปกติ
  • หายใจลำบากอย่างรุนแรงหรือหอบเฉียบพลัน
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง
  • หน้ามืด หมดสติ หรือซึมลง
  • หายใจไม่ออกจนพูดเป็นประโยคไม่ได้

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะหัวใจหรือภาวะฉุกเฉินอื่นที่ต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ทันที

เกร็ดความรู้สั้น ๆ ที่คนมักเข้าใจผิด

หัวใจล้มเหลว ไม่ได้แปลว่าหัวใจหยุดเต้น แต่หมายถึงประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง จนส่งเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เพียงพอ อาการไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกคน บางคนเริ่มจากเหนื่อยง่าย บางคนเริ่มจากนอนราบไม่ได้ หรือมีขาบวมก่อน ขาบวม ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคหัวใจเสมอไป จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ เพราะโรคไต หลอดเลือด หรือโรคอื่นก็ทำให้บวมได้เช่นกัน การรักษาไม่ได้มีเพียงยา การควบคุมความดัน เบาหวาน ไขมัน ลดเค็ม และติดตามอาการ ล้วนเป็นส่วนสำคัญของการดูแลหัวใจ

หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้เบื้องต้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยโรคได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการตรวจประเมินโดยแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม

 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / นัดหมายแพทย์

หากท่านมีอาการน่าสงสัยหรือต้องการตรวจสุขภาพหัวใจเชิงลึก โรงพยาบาลเจ้าพระยาพร้อมดูแลท่านด้วยศูนย์โรคหัวใจที่ครบวงจร พร้อมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือที่ทันสมัย

  • เว็บไซต์: https://chaophya.com/
  • โทรศัพท์สอบถาม/นัดหมาย: 02-434-1111, 02-884-7000 หรือ 02-022-7600
  • ที่ตั้ง: ถนนบรมราชชนนี แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

 

 

ข่าวประชาสัมพันธ์