อาหารสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวาน

คุณแม่ทุกคนปรารถนาจะให้ลูกที่อยู่ในครรภ์สมบูรณ์แข็งแรง คุณแม่บางคนอาจมีปัญหาตรวจพบว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือเป็นมาก่อนตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องพบสูติแพทย์, อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ ในเรื่องของโรคและการรักษาอย่างต่อเนื่อง และ ควรพบนักโภชนาการเพื่อกินชนิดและปริมาณอาหารอย่างถูกต้อง สำหรับคุณแม่และทารกในครรภ์ ถ้าคุณแม่เลือกกินอาหารได้อย่างถูกต้อง เบาหวานที่เกิดขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ จะหายไปหลังจากการคลอดบุตรแล้ว แต่ถ้าคุมอาหารไม่ดีก็จะเป็นความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในอนาคตได้เช่นกัน
ควรเลือกอาหารอย่างไร ?
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
- หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด
กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ → ทำไมต้องกินให้ครบ !

อาหาร 5 หมู่จะให้สารอาหารที่สำคัญ และจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน ได้แก่ สารอาหารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน และน้ำ สารอาหารทุกตัวทำงานร่วมกันเป็นทีมจะขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ คุณแม่ต้องการสารอาหารเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากคนปกติเพราะต้องเผื่อลูกในครรภ์ด้วย
*อาหารหมู่หนึ่ง : โปรตีน

โปรตีนย่อยสลายในร่างกายให้กรดอะมิโนที่จำเป็นเพื่อการเจริญเติบโตของทารกและเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเอนไซม์ ฮอร์โมน เม็ดเลือดแดง สารภูมิคุ้มกัน ฯลฯ คุณแม่ควรได้รับโปรตีนร้อยละ 20-25 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน หรือปริมาณวันละ 75 กรัม โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่

หมายเหตุ *นมสดให้น้ำตาลแลคโตส เช่นเดียวกับผลไม้ที่ให้น้ำตาลฟรุกโตสแก่ร่างกาย ควรนับปริมาณคาร์โบไฮเดรตจากนมและผลไม้ด้วย
อาหารหมู่สอง : คาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรตเมื่อย่อยสลายในร่างกายจะให้น้ำตาลกลูโคส ซึ่งถูกนำเข้าสู่เซลล์ต่างๆ โดยอาศัยอินซูลินเพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกายต่อไป ถ้าร่างกายได้กลูโคสมากเกินจะถูกเก็บไว้ในรูปของไกลโคเจนในตับและกล้ามเนื้อบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ ทำให้มีน้ำหนักตัวมากขึ้นและมีภาวะไขมันในเลือดสูง เกิดการดื้อของอินซูลินระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงกว่าปกติ คุณแม่ควรได้สารอาหารคาร์โบไฮเดรตประมาณร้อยละ 45-50 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน คาร์โบไฮเดรต 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่

อาหารหมู่สาม : ไขมัน

ไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายมากกว่าคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน ไขมัน 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี่ ไขมันเป็นตัวทำละลายวิตามิน เอ อี ดี เค ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้และบางส่วนสะสมไว้ในร่างกายเอาไว้ใช้ในยามขาดแคลน การกินไขมันมากเกินไปทำให้อ้วน เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ความต้องการร้อยละ 25-30 ของพลังงานที่ร่างกายต้องการต่อวัน สำหรับคุณแม่บางรายอาจต้องให้ไขมันเพิ่มขึ้น เพื่อใช้พลังงานจากไขมันทดแทนพลังงานที่ได้จากคาร์โบไฮเดรต แต่ต้องเป็นน้ำมันที่ให้กรดไขมันที่ดีแก่ร่างกาย

อาหารหมู่ที่สี่ และห้า คือ แร่ธาตุและวิตามิน
แร่ธาตุและวิตามินเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและช่วยในการดูดซึมของสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้มีประสิทธิภาพในระหว่างตั้งครรภ์ควรระมัดระวังไม่ให้ขาดแร่ธาตุและวิตามินเกิดขึ้นต้องกินให้เพียงพอสำหรับคุณแม่และทารกในครรภ์ด้วย ซึ่งมีมากในผลไม้ ผัก และ อาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ และนม
แร่ธาตุและวิตามินที่ขาดกันมากในระยะตั้งครรภ์ก็คือ :
แคลเซียม
สำหรับสร้างกระดูกและฟัน ความต้องการของคุณแม่ประมาณวันละ 800-1000 มิลลิกรัม ต่อวันมีมากในนม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ตั้งโอ๋ ปวยเล้ง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ น้ำนมถั่วเหลือง (น้ำเต้าหู้มีแคลเซียมไม่มาก)

เหล็ก
ใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดงของคุณแม่และทารก และเก็บสะสมไว้ใช้หลังคลอด ความต้องการประมาณ 2.47 มิลลิกรัมต่อวัน มีมากในตับ ไข่แดง เนื้อสัตว์ เลือด ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ตำลึง บวบ ฯลฯ เหล็กจะถูกดูดซึมได้ดี และมีประสิทธิภาพ ควรกินอาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เช่น ฝรั่ง มะละกอสุก ส้ม กล้วย ฯลฯ
![]()
ไอโอดีน
มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกถ้าขาดไอโอดีน จะทำให้ทารกในครรภ์แคระแกร็นสติปัญญาต่ำ พิการทางสมองและร่างกาย พบมากในอาหารทะเลทุกชนิดรวมทั้งพืชทะเล เช่น สาหร่าย เกลือผสมไอโอดีน ความต้องการประมาณวันละ 200 ไมโครกรัม คุณแม่ควรได้รับอาหารทะเลวันละ 1 ครั้ง

โฟเลต
เป็นวิตามินที่คุณแม่ขาดได้ง่าย เพราะทารกจะนำไปสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ความต้องการประมาณวันละ 600 ไมโครกรัม และเพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่เป็นโรคโลหิตจาง พบมากในตับสัตว์ (หมู วัว) ไข่แดง พืชพบมากในดอกและ ต้นกุยช่าย หน่อไม้ฝรั่ง ขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และถั่วต่างๆ (แดง, เหลือง, เขียว) ผลไม้พบมากในส้ม องุ่น สตรอว์เบอร์รี ฯลฯ

แร่ธาตุและวิตามินตัวอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึงมีความสำคัญ อย่างยิ่งเช่นกัน คุณแม่ต้องกินอาหารให้ครบทุกหมู่ หลากหลายชนิดของอาหารทุกวันเพื่อจะได้สารอาหารครบถ้วน
น้ำ สำคัญไฉน ?

น้ำเป็นสารอาหารชนิดหนึ่ง แต่ไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย น้ำช่วยให้เกิดความสมดุลของของเหลวในร่างกาย รวมทั้งการขับถ่ายที่ดี ความต้องการของหญิงทั่วไปประมาณวันละ 2,000 มิลลิลิตร ไตรมาสที่ 2 จนถึงคลอด คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเพิ่มอีกวันละ 300 มิลลิลิตร เพื่อทารกในครรภ์และปริมาณน้ำในถุงน้ำคร่ำ ดื่มน้ำสะอาดไม่ควรดื่มน้ำที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม รวมทั้งเหล้า เบียร์และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่ในกรณีที่คุณแม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ควรดื่มน้ำหวานเข้มข้นประมาณ 2 ช้อนคาวผสมน้ำเท่าตัวดื่มทันที หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง (30-40 กรัม/กระป๋อง) ประมาณ 2 กระป๋องแทนได้
หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด
อาหารอีกชนิดหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงไม่ควรกินมากก็คือความเค็ม หรือเกลือโซเดียมนั่นเอง การกินโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย (ความต้องการของคนปกติ ต่อวันประมาณวันละ 1,200-2,000 มิลลิกรัม) จะนำไปสู่การมีปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจและหลอดเลือด ถ้าโซเดียมมีมากก็จะดึงน้ำเข้าหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการหดตัวของหลอดเลือด มีผลทำให้ ความดันโลหิตสูง และไตทำงานหนักขึ้นเพื่อขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย
เกลือโซเดียมพบมากในอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยวและ ขนมอบกรอบเป็นต้น ควรอ่านฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ว่ามีปริมาณเกลือโซเดียมเท่าใดต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ควรควบคุมเกลือโซเดียมอย่างเคร่งครัดในระหว่างตั้งครรภ์ถ้าคุณแม่มีประวัติความดันโลหิตสูงมาก่อน
คุณแม่ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเท่าไร !

น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมในระยะตั้งครรภ์จนถึง คลอดประมาณ 12-15 กิโลกรัม คุณแม่ควรชั่งน้ำหนักตัวทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ มีการจดบันทึกอาหารที่กินทุกวัน และควรให้นักโภชนาการได้ดูว่ารายการอาหารชนิดใดให้พลังงานมากหรือน้อยเกินไปกว่าปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน ควรแบ่งมื้ออาหารให้มากกว่า 3 มื้อต่อวัน คือเพิ่มมื้ออาหารว่างระหว่างมื้ออีก 3 มือ (10.00 น., 14.00 น. และก่อนนอน) กินอาหารให้ครบเวลาทุกมื้อและปริมาณอาหารเท่ากันทุกวัน ควรออกกำลังกายตามคำแนะนำของสูติแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เกินกำหนดเพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานต่อเนื่องในอนาคต
เอกสารอ้างอิง : ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทย พ.ศ. 2546 กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
: ศรีสมัย วิบูลยานนท์ และคณะ กินอย่างไร กับเบาหวาน ศูนย์เบาหวานศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช พยาบาล, มหาวิทยาลัยมหิดล 2550
โรงพยาบาล
KFM เจ้าพระยา Chaophya Hospital



