language :

โรคมะเร็ง กับโรคอ้วน

            โรคมะเร็ง เป็นโรคที่พบบ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ข้อมูลสำคัญจากรายงาน Global Cancer Observatory ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ American Cancer Society ในปี 2026 สรุปได้ดังนี้: สถิติระดับโลก (Global Cancer Statistics)ตัวเลขผู้ป่วยและเสียชีวิต: คาดการณ์ว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 20 ล้านคน และผู้เสียชีวิตราว 10 ล้านคนต่อปี 3 อันดับโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดทั่วโลก:มะเร็งปอด (Lung Cancer): ผู้ป่วยใหม่มากกว่า 2.4 ล้านราย (เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1) มะเร็งเต้านม (Female Breast Cancer): ผู้ป่วยใหม่มากกว่า 2.2 ล้านรายมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer): ผู้ป่วยใหม่เกือบ 1.9 ล้านราย สำหรับสถิติของประเทศไทย โรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย ตัวเลขล่าสุดปี 2569 จากรายงานของ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข ชี้ว่ามีผู้ป่วยรายใหม่และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลระบุว่าในแต่ละปีมี ผู้ป่วยรายใหม่สูงถึงราว 140,000 คน (เฉลี่ยวันละเกือบ 400 คน) และมี ผู้เสียชีวิตสูงถึง 83,000 – 86,000 คนต่อปี (เฉลี่ยชั่วโมงละ 7-8 คน) สถิติภาพรวมไม่แยกเพศ 5 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย  พบว่ามะเร็งอันดับ1:มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง และ มะเร็งปากมดลูก

โรคอ้วน คืออะไร?

            โรคอ้วน ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO)  คือ ภาวะความผิดปกติ ของร่างกายที่มีการสะสมไขมันมากเกินไปจนส่งผลเสียต่อโดยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคอ้วนนั้นมีหลายเกณฑ์ ได้แก่ การวัดมวลไขมันโดยเครื่อง DEXA SCAN, ดัชนีมวลกาย (BMI) , การวัดเส้นรอบเอว เป็นต้น หากใช้ค่ามวลไขมันจะมีเกณฑ์น้ำหนักเกิน  “overweight” คือมีสัดส่วนไขมัน เกิน25% ในเพศชาย และ 36% ในเพศหญิง และโรคอ้วน”obesity” คือมีไขมันเกิน 30% ในเพศชายและ42% ในเพศหญิง (แต่อาจมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ)  ดังนั้นเกณฑ์ที่นิยมมากกว่า วัดได้ง่ายกว่า และสะดวกในการนิยามโรคอ้วน คือ ดัชนี มวลกาย (body mass index, BMI) ซึ่งคำนวณจากน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง หากเกิน 30 จัดว่าเป็นโรคอ้วน แต่ด้วยคนไทย เป็นประชากรในกลุ่มเอเชีย มีแนวโน้มสะสมไขมันในช่องท้องมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น ซึ่งมีความเสี่ยง โรคเรื้อรังสูงขึ้นแม้ดัชนีมวลกายจะต่ำกว่า 30 กก./ม²  WHO จึงได้มีการปรับเกณฑ์ดัชนีมวลกายในคนเอเชีย โดยหาก ดัชนีมวลกาย23.0 – 24.9 จัดเป็นกลุ่มน้ำหนักเกิน overweight และ กรณีดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 25 จัดเป็นโรคอ้วน

            สถิติโรคอ้วน ผู้หญิงที่มี ภาวะโรคอ้วน มีจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี ปัจจุบันประชากรโลกราว 1 ใน 8 คน (เกือบ 1 พันล้านคน) กำลังเผชิญภาวะโรคอ้วน โดยในประเทศไทย สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขพบคนไทยเกือบครึ่งประเทศ (45% – 48.35%) มีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วน

            สถิติที่สำคัญในประเทศไทยภาพรวมระดับประเทศอ้างอิงจากกรมอนามัยพบว่า ประชากรไทยเกือบครึ่งหนึ่งเผชิญกับภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยกลุ่มวัยทำงานผู้หญิงไทยราว 46.4% และผู้ชายไทย 37.8% มีภาวะอ้วน (ค่า BMI ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป) กลุ่มเด็กและวัยรุ่น: อัตราเด็กอ้วนเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดยเด็กไทยอายุ 6-14 ปี กว่า 13% มีภาวะน้ำหนักเกิน

            หลายคนทราบดีว่า “โรคอ้วน” เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างปริมาณแคลอรีที่รับเข้าไปกับปริมาณแคลอรีที่เผาผลาญออกไป แต่ไม่เพียงสมการของแคลอรีเท่านั้น โดยในปัจจุบันเมื่อความรู้ด้านวิทยาศาสตร์โมเลกุลและพันธุกรรมเพิ่มมากขึ้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่มีผลต่อการควบคุมน้ำหนัก ได้แก่ ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ สารเคมีสารพิษและสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม สารชีวเคมีในร่างกาย สารสื่อประสาท ระบบความจำของเซลล์ไขมัน หรือการใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน

โรคมะเร็ง สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างไร?

            ภาวะโรคอ้วน เกี่ยวกับช่วงชีวิตของผู้หญิงตั้งแต่เกิดไปจนถึงภาวะวัยทอง โดยในแต่ละช่วงวัยจะสัมพันธ์กับ โรคอ้วน แตกต่างกันออกไป โดยกลุ่มของเด็กอาจจะมีปัญหาเรื่องการเข้าสู่วัยสาวก่อนวัย (Early Puberty) ซึ่งถือเป็นความผิดปกติ รวมถึงความยืดหยุ่นทางจิตใจ อาทิ บางคนโดนเพื่อนล้อ เพื่อนบูลลี่ในห้องเรียน เป็นต้น ขณะที่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ หรือวัยกลางคน หากมีภาวะโรคอ้วนจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะประจำเดือนไม่ปกติ (Abnormal Menstruation) ภาวะที่เกี่ยวกับรังไข่ (Ovary Related) หรือมีอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (ชื่อเดิม PCOS หรือชื่อใหม่ปี 2026 คือ PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) “กลุ่มอาการรังไข่และเมตาบอลิซึมผิดปกติ”,), โรคแทรกในระยะใกล้คลอด (Obstetrics Complication), การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (Inevitable Abortion) และภาวะแทรกซ้อนทางจิตใจ (Psychological Complication) ส่วนวัยหมดประจำเดือน เมื่อเป็นภาวะโรคอ้วนจะสัมพันธ์กับภาวะวัยทอง, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence), มดลูกหย่อน (Uterine Prolapse) ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรครุนแรงมากขึ้นไปจนถึง โรคมะเร็ง ด้วย

            ทั้งนี้ องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ระบุว่า โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงการเกิด โรคมะเร็ง ถึง 13 ชนิด อาทิ มะเร็งมดลูก 7 เท่า, มะเร็งหลอดอาหาร 4.8 เท่า, มะเร็งตับ 2 เท่า และมะเร็งลำไส้ 1.3 เท่า เป็นต้น โดย 3.9% หรือ 544,300 รายของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกเกิดจากความอ้วน แบ่งเป็น เพศหญิง 368,500 ราย เพศชาย 175,800 ราย และความอ้วนยังเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตจาก โรคมะเร็ง เพิ่มขึ้น 17% รวมถึงโอกาสที่มะเร็งกลับมาเป็นซ้ำ สูงขึ้น 13% โดยในส่วนของมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับ OB-GYN ที่มีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งมดลูก

โรคมะเร็ง กับโรคอ้วน

โดยความสัมพันธ์ของโรคอ้วนต่อ โรคมะเร็ง มีหลายกลไกที่เป็นไปได้เพื่ออธิบายว่าโรคอ้วนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิดได้อย่างไร ดังนี้

  1. เนื้อเยื่อไขมัน (หรือที่เรียกว่าเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง) ผลิตเอสโตรเจนในปริมาณมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อให้เกิด โรคมะเร็ง ระดับเอสโตรเจนที่สูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งอื่นๆ อีกบางชนิด
  2. ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมักมีระดับอินซูลินและอินซูลินไลค์โกรทแฟคเตอร์-1 (IGF-1) ในเลือดสูงขึ้น ระดับอินซูลินที่สูง ซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่าภาวะอินซูลินในเลือดสูง เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินและนำไปสู่การพัฒนาของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งอีกประการหนึ่ง ระดับอินซูลินและ IGF-1 ที่สูงมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  3. ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมักมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้องอกโดยตรงด้วยกลไกหลายอย่าง
  4. เซลล์ไขมันผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าอะดิโปไคน์ ซึ่งสามารถกระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ได้ (40) ตัวอย่างเช่น ระดับของอะดิโปไคน์ที่เรียกว่าเลปตินในเลือดจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณไขมันในร่างกายที่เพิ่มขึ้น และระดับเลปตินที่สูงสามารถส่งเสริมการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ผิดปกติได้ อะดิโปไคน์อีกชนิดหนึ่งคืออะดิโปเนกติน ซึ่งอาจมีผลต่อต้านการเพิ่มจำนวนเซลล์ที่ช่วยป้องกันการเติบโตของเนื้องอกนั้น มีปริมาณน้อยกว่าในผู้ที่เป็นโรคอ้วนเมื่อเทียบกับผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ
  5. เซลล์ไขมันอาจมีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อตัวควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์และการเผาผลาญอื่นๆ ด้วย ซึ่งรวมถึง mammalian target of rapamycin (mTOR) และ AMP-activated protein kinase ซึ่งทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับการควบคุมออโตฟาจี ซึ่งหากทำงานบกพร่องอาจนำไปสู่โรคมะเร็งได้

โรคอ้วนอาจส่งผลต่อความเสี่ยงของ โรคมะเร็ง

            กลไกอื่นๆ ที่โรคอ้วนอาจส่งผลต่อความเสี่ยงต่อ โรคมะเร็ง ได้แก่ ผลกระทบทางกลต่อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน (ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหาร) ภูมิคุ้มกันของเนื้องอกที่บกพร่อง และการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของเนื้อเยื่อที่ล้อมรอบเนื้องอกที่กำลังพัฒนา นอกจากผลกระทบทางชีวภาพแล้ว โรคอ้วนยังอาจนำไปสู่ความท้าทายในการตรวจคัดกรองและการจัดการ ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อมะเร็งทางนรีเวชในการตรวจคัดกรอง การตรวจเต้านม การตรวจภายใน การทำอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้องในกรณีที่ตรวจทางช่องคลอดหรือทวารหนักได้ยาก นอกจากนี้ลักษณะทางกายภาพของตำแหน่งอวัยวะในอุ้งเชิงกรานอาจมีเนื้อเยื่อไขมันบดบังอาจทำให้บางรายพบปากมดลูกสูงกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งอาจเป็นเพราะการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอาจจะเก็บเซลล์ได้จำกัดส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคัดกรองน้อยกว่าในกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เป็นต้น และในกรณีที่เป็นโรคแล้วการทำการผ่าตัดอาจมีความท้าทายและข้อจำกัดได้มากขึ้น เช่น แผลอาจมีขนาดกว้างขึ้น หรือ บางรายอาจทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้ยาก เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน นอกจากนี้ยังมีความท้าทายในการคำนวณปริมาณรังสีรักษา รวมถึงยาเคมีบำบัด และยาพุ่งเป้าในการรักษา โรคมะเร็งในกลุ่มสตรีโรคอ้วนด้วย

            ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น ในสตรีโรคอ้วนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากจะลดภาวะความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCD แล้ว การ ลดน้ำหนัก ในผู้หญิงที่มีภาวะโรคอ้วนสามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ลดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน และปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ โดยในทางสูตินรีเวช การลดน้ำหนักสามารถช่วยลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน ป้องกัน PMOS และเพิ่มโอกาสในการมีบุตรได้ ยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งด้วย

แนวทางการรักษาโรคอ้วนในสตรีมีหลากหลายวิธี ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (lifestyle modification) การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด Bariatric Surgery ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกาย (BMI) และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย ตามดุลยพินิจของแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อการควบคุมน้ำหนักที่ยั่งยืน ลดโอกาสโยโย่ และได้ประโยชน์ในทางคำนวณชัดเจนต่อโรคของผู้ป่วยแต่ละราย  อย่างยั่งยืนต่อไป

โรคมะเร็ง กับโรคอ้วน

โรคมะเร็ง กับโรคอ้วน

 

บทความโดย

พญ.สุขุมาลย์  สว่างวารี

สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางสาขามะเร็งนรีเวช

ข่าวประชาสัมพันธ์

แพทย์ที่เกี่ยวข้อง