กินอาหารอย่างไร…เมื่อเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

อาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งของร่างกาย ซึ่งร่างกายขาดอาหารไม่ได้ แต่อาหารก็เป็นต้นเหตุทำให้ร่างกายเกิดโรคต่างๆ ได้ ถ้าไม่รู้จักเลือกชนิดและปริมาณของอาหารให้เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย การกินอาหารบางชนิดเช่น ไขมันที่ให้พลังงานและความร้อนแก่ร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ไขมันมีทั้งชนิดที่ดีและชนิดที่ไม่ดีต่อร่างกาย ถ้ากินไขมันชนิดที่ไม่ดีต่อร่างกายมากเกินความต้องการ ทำให้มีการสะสมอยู่ในร่างกาย อวัยวะที่รับผลกระทบของการมีปริมาณไขมันชนิดไม่ดีมากเกินไปก็คือหัวใจ และหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดและหลอดเลือดตีบตันได้ ไขมันชนิดใดบ้างที่ทำให้เกิดปัญหานี้และควรหลีกเลี่ยงไขมันชนิดนั้นๆ อย่างไรเพื่อชะลอไม่ให้โรคนี้รุนแรงมากขึ้นและควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาลดไขมัน ถ้าไขมันมีระดับสูงมากหรือยังอยู่ในระดับสูงหลังจากการควบคุมอาหารเต็มที่แล้ว
คอเลสเตอรอลคืออะไร, สำคัญอย่างไร ?
- เป็นไขมันที่สำคัญและจำเป็นสำหรับร่างกาย
- เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำดี ฮอร์โมนเพศ
- เป็นส่วนประกอบเยื่อหุ้มเซลล์ และปลายประสาท ฯลฯ
เกิดอะไรขึ้นถ้ามีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง
อันตรายที่จะเกิดขึ้นถ้ามีคอเลสเตอรอลมากเกินไปก็คือทำให้คอเลสเตอรอลไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดและพอกพูนหนาขึ้นจนโพรงหลอดเลือดแดงแคบลง และเกิดการตีบตันเลือดเดินทาง ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญไม่พอ ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ

คอเลสเตอรอลที่รู้จักกันดี คือ :
- คอเลสเตอรอลรวม ควรมีค่าในเลือดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล ซึ่งจะนําคอเลสเตอรอลออกจากตับไปสู่เซลล์และหลอดเลือดต่างๆ ทั่วร่างกายอันเป็นสาเหตุของหลอดเลือดอุดตัน จึงถูกเรียกว่าเป็นไขมันตัวไม่ดีควรมีค่าน้อยกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
- เอชดีแอล – คอเลสเตอรอล เป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีทำหน้าที่เก็บคอเลสเตอรอลตัวไม่ดีจากเซลล์กลับไปทำลายที่ตับควรมีค่าในผู้หญิงมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชายมากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
อาหารชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง :
คอเลสเตอรอลที่ได้ส่วนใหญ่จะมาจากไขมันสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ ติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ไข่นกกระทา อาหารทะเลที่มีเปลือกแข็ง เช่น หอย ปู กุ้ง ปลาหมึก ฯลฯ

ไขมันจากพืชอื่นๆ เช่น กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เคอร์เนล ไม่มีคอเลสเตอรอลก็ตามแต่มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งมีผลทำให้คอเลสเตอรอลรวม และแอลดีแอล-คอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

ไตรกลีเซอไรด์…ไขมันอันตราย !
ไตรกลีเซอไรด์ได้จากอาหารประเภทไขมันจากสัตว์เช่นเดียวกับคอเลสเตอรอล ถ้าบริโภคเกินความต้องการของร่างกาย (ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดปกติไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อ เดซิลิตร) จะถูกนำไปเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน และถ้ามีปริมาณสูงในเลือดจะทำให้เลือดเหนียวข้น จับตัวกันเป็นลิ่มไปอุดตามหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะหัวใจและสมอง ไตรกลีเซอไรด์บางส่วนจะได้มาจากอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล น้ำตาลผลไม้ ขนมขบเคี้ยวและขนมหวานจัด ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์สะสมอยู่ในร่างกาย การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเบียร์หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นตับให้ผลิตไตรกลีเซอไรด์มากขึ้น และยังทำให้การเคลื่อนย้าย ไขมันออกจากเลือดได้ช้ากว่าปกติ
ถ้ากินปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 ประมาณ 3-4 มื้อต่อสัปดาห์ หรือวันละ 2.4-3 กรัม จะช่วยลดการสังเคราะห์ไตรกลีเซอไรด์ในตับควบคู่ไปกับลดการกินไขมันจากสัตว์ให้น้อยลง นอกจากนี้น้ำมันปลายังช่วยขจัดคอเลสเตอรอลออกจากร่างกายและยังช่วยป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือดด้วย
ไขมันทรานส์…เป็นอันตรายอย่างไรกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
ไขมันทรานส์เกิดจากการนำน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมัน ดอกตำแหน่ง ฯลฯ มาแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารโดยผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนโดยใช้ความร้อนสูงจนเกิดการแปลงสภาพเป็นไขมันชนิดทรานส์มากกว่าร้อยละ 20 ทำให้น้ำมันมีสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้แก่การผลิตเนยเทียม เนยขาว และ น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร และขนมปัง ซึ่งใช้กันมากในอาหารจานด่วน จากการตำแหน่งพบว่าไขมันทรานส์มีผลกับสุขภาพโดยไปเพิ่มแอลดีแอล-คอเลสเตอรอล แล้วยังไปลดเอชดีแอล-คอเลสเตอรอลอีกด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากขึ้น ความต้องการของร่างกายโดยคำแนะนำของสถาบันแพทย์สหรัฐอเมริกา ไม่ควรเกินร้อยละ 1 ของพลังงานที่ต้องการต่อวัน

การกินโซเดียมสูงมีผลอย่างไรกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
การบริโภคอาหารที่เค็มจัดหรืออาหารที่ปรุงรสชาติด้วยเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว เครื่องปรุงรสอื่นๆ อาหารหมักดองเป็นประจำนั้นก็คือการกินอาหารที่มีเกลือแร่โซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย ความเค็มของอาหารเหล่านี้ก็คือ โซเดียม ความต้องการโซเดียมในร่างกายในวัย 20 ปีเป็นต้นไปต่อวันประมาณ 1200-1450 มิลลิกรัม การกินโซเดียมมากจะมีผลทำให้ระดับโซเดียมในเลือดสูง โซเดียมจะดึงน้ำเข้าหลอดเลือดเพิ่มขึ้นทำให้ความดันเลือดสูง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาขึ้นหลอดเลือดต่างๆ จะถูกทำลายจากแรงดันของเลือดที่เพิ่มขึ้นด้วย ในอาหารธรรมชาติก็มีโซเดียมทุกชนิดแต่ที่มีมากก็คืออาหารที่ใช้เครื่องปรุงรสดังกล่าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่นำมาปรุงแต่งรสและอาหารแปรรูปต่างๆ

การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายทุกวันหรือสัปดาห์ละ 3-5ครั้ง จะช่วยให้เอชดีแอล-คอเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น การออกกำลังกายยังลดน้ำหนักได้อีกด้วย ควบคู่ไปกับการกินอาหารที่มีเส้นใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้สด รวมทั้งกินธัญพืชไม่ขัดสี หรือขัดสีน้อย ควรลดปริมาณพลังงานจากอาหารให้น้อยลงควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และให้ครบ 3 มื้อ คือ มื้อเช้า, มื้อกลางวัน, มื้อเย็น ไม่อดอาหารมื้อเช้าเพราะเป็นมื้อที่สำคัญของวัน และจะทำให้กินอาหารมื้อกลางวันและเย็นเพิ่มขึ้น ไม่ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อ ไม่กินจุกจิกและ กินอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อการออกกำลังกายไม่ใช่เฉพาะลดน้ำหนักเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ มีน้ำหนักปกติก็ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะจะทำให้ร่างกาย Fit and Firm ! และกล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงอยู่เสมอ

ข้อมูล : สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
: MaC.Greger, Graham. The salt-free diet book. Australia. 1994
– ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับ คนไทย, กระทรวงสารธารสุข 2546 : คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม และต่อหนึ่งหน่วย บริโภค
http://nutrition.anamai.moph.go.th/temp/files/trans.doc



