กินอาหารอย่างไรเมื่อไตวาย
เป็นคำถามที่ผู้ป่วยโรคไตชอบถามนักโภชนาการเสมอๆ คำตอบก็คือ กินได้ทุกอย่างแต่ควรจะกินอะไรได้มาก – น้อย เพียงใดเท่านั้นเองสารอาหารตัวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับไตโดยตรง ได้แก่ โปรตีน โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสเฟต ฯลฯ ตามอาการและระยะของโรคที่เป็นอยู่ สารอาหารเหล่านี้มีผลอย่างไรกับไต พิจารณาได้จาก

1. ภาวะการคั่งของของเสียในร่างกาย :
ได้แก่ ยูเรีย ครีเอตินีน ยูริก โซเดียม ฟอสเฟต ฯลฯ ผู้ป่วยมีปัสสาวะน้อยและบวม ควรลดปริมาณโปรตีนลงจากปกติ (1 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กิโลกรัม) ให้เหลือวันละ 0.5 – 0.6 กรัมต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กิโลกรัม ต่อวันเพื่อไม่ให้มีของเสียสะสมในร่างกาย ไตทำงานน้อยลง โปรตีนที่ให้ควรเป็นโปรตีนชนิดดีที่เรียกว่า High biological value protein = HBV Protein หรือ High Value protein คือมีกรดอะมิโนครบถ้วน ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ โดยจำกัดวันละ 30 – 40 กรัม/วัน คิดเป็นประมาณเนื้อสัตว์สุก 4 ช้อนคาวต่อวัน มื้อละ 2 ช้อนคาวจะเท่ากับ : เนื้อปลาสุก 2 ช้อนคาว, เนื้อหมู – ไก่ – วัวสุก อย่างละ 2 ช้อนคาว, ไข่ไก่ 1 ฟอง, ไข่ขาว 2 ฟอง (ให้โปรตีน 5.4 กรัม พลังงาน 21.6 กิโลแคลอรี) โปรตีนที่ได้จากข้าว + แป้งและผลิตภัณฑ์จากข้าวแป้ง ผัก ผลไม้ เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำ (Incomplete Protein) ควรได้โปรตีนชนิดนี้ประมาณ 10 – 15 กรัมต่อวัน คือ ควรได้ข้าว+แป้งและผลิตภัณฑ์จากข้าวแป้งปริมาณ 5 – 6 ส่วน (5 – 6 ทัพพี) ต่อวัน ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 2 กรัมต่อ 1 ส่วน เช่น ข้าวสวย 1 ทัพพี ข้าวเหนียว 1/2 ทัพพี ก๋วยเตี๋ยว 1 ทัพพี ขนมปัง 1 แผ่น เส้นหมี่สุก 1 ทัพพี ขนมจีน 1 จับกลาง มักกะโรนีสุก 1 ทัพพี สาคูสุก 1 ทัพพี วุ้นเส้นสุก 1 ทัพพี ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ 1 ทัพพี แป้งซ่าหริ่ม 2 ช้อนโต๊ะ
แป้งซ่าหริ่ม, ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้, วุ้นเส้น, สาคู ทำมาจากแป้งที่มีการสกัดเอาโปรตีนออกไปจนหมดแล้วเหลือแค่คาร์โบไฮเดรต ผู้ป่วยโรคไตที่มีการจำกัดโปรตีนน้อย สามารถใช้ได้หนึ่งมื้อต่อวัน
2. พลังงานที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวัน :
พลังงานที่ผู้ป่วยควรได้รับต่อวัน คือ 30 – 35 กิโลแคลอรีต่อน้ำหนักตัวมาตรฐาน 1 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งควรให้พอกับกิจกรรมของผู้ป่วย การคำนวณหาพลังงาน และโปรตีนของผู้ป่วยโรคไต ไม่ควรใช้น้ำหนักตัวปัจจุบัน (Actual weight) เพราะผู้ป่วยอาจบวมน้ำหนักตัวเกินความเป็นจริง จึงควรใช้น้ำหนักตัวมาตรฐาน (Ideal body weight) โดยใช้สูตรหาน้ำหนักตัวมาตรฐาน ดังนี้
น้ำหนักตัวมาตรฐานของผู้ชาย
=ความสูง (เซนติเมตร) – 100
น้ำหนักตัวมาตรฐานของผู้หญิง
=ความสูง (เซนติเมตร) – 100 – (10% ของผลลบ)
หรือใช้สูตร BMI (Body mass index)
= ความสูง(เมตร)Xความสูง (เมตร)x22 = น้ำหนักตัวมาตรฐาน
น้ำตาลเป็นอาหารเพื่อเพิ่มพลังงานได้โดยใช้ในรูปของขนมหวาน น้ำหวาน ตามชอบ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชาให้คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม พลังงาน 20 กิโลแคลอรี แต่ควรระมัดระวังเพราะถ้ากินน้ำตาลมากทุกมื้ออาจจะมีปัญหาการไปเพิ่มไตรกลีเซอไรด์กับผู้ป่วยได้และจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดถ้าผู้ป่วยมีโรคเบาหวาน

3. ภาวะการคั่งของโซเดียม และโพแทสเซียมในร่างกาย :
ในระยะที่ไตขับน้ำได้น้อย ซึ่งผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องลดอาหารที่มีโซเดียม ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และเครื่องปรุงรสโพแทสเซียมมีมากในเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ความต้องการสารอาหารโซเดียมของผู้ป่วยในระยะนี้ประมาณ 500 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนโพแทสเซียมควรได้ประมาณ 2,000 – 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน ปกติควรได้ประมาณวันละ 3,000 – 5,000 มิลลิกรัม
ตัวอย่างปริมาณโซเดียมในอาหาร

ตัวอย่างปริมาณโพแทสเซียมในอาหาร

4. ภาวะการมีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง :
ความต้องการคอเลสเตอรอลปกติควรได้วันละ 300 มิลลิกรัม ในภาวะนี้ควรลดลงให้เหลือประมาณ 100 – 200 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนใหญ่จะได้จากไข่แดง เครื่องในสัตว์ น้ำมันจากสัตว์ อาหารทะเลที่มีเปลือกแข็ง กะทิ ฯลฯ ใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลืองในการประกอบอาหาร รวมทั้งกินปลาทะเล เพื่อได้น้ำมันปลาโอเมก้า 3
5. ลดปริมาณฟอสเฟตและแคลเซียมในอาหาร :
ในภาวะที่ผู้ป่วยมีฟอสเฟตสูงควรจำกัดปริมาณการกินอาหารพวกเนื้อสัตว์ ไข่แดง นม และเมล็ดธัญพืช เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังข้าว เป็นต้น ผู้ป่วยที่กินโปรตีนต่ำ โดยเฉพาะโปรตีนจากเนื้อสัตว์จะลดฟอสเฟตได้
- ในภาวะที่แคลเซียมต่ำ จะมีการสลายแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้กระดูกผุ, กร่อน ถ้ามีมากเกินไปแคลเซียมจะรวมกับฟอสเฟต ทำให้เกิดการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่างๆ ได้
- ลดปริมาณพิวรีนในอาหาร ถ้าผู้ป่วยมีกรดยูริกสูง ได้แก่ ตับ ไต ไข่ปลา ปลาซาร์ดีน และยอดผักอ่อน เช่น ยอดกระถิน ชะอม หน่อไม้ฝรั่ง ฯลฯ
- ลด หรืองดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

6. การจำกัดน้ำ :
การจำกัดน้ำในผู้ป่วยนั้นไม่ใช่จำกัดแต่เฉพาะน้ำดื่ม และเครื่องดื่มเท่านั้น ต้องรวมทั้งน้ำจากอาหาร ที่กินด้วย เช่น ข้าวต้ม น้ำซุปจากแกง ผลไม้ที่มีน้ำมาก เช่น แตงโม ส้ม ฯลฯ
7. ผู้ป่วยที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
ควรจัดมื้ออาหารให้มากกว่า 3 มื้อต่อวัน ควรแบ่งปริมาณอาหารให้เป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออีก 1 – 2 มื้อ หรือ 2 มากกว่าตามความเหมาะสม และควรจัดให้มีสีสัน รสชาติและการจัดแต่งให้น่ากินด้วย




